Journals
Tuesday,Jul 29 2008, 03:08:23 PMหนังสือสวดมนต์
ก่อนหน้านี้พี่ต้อย มีข่าวมาแจ้ง ขอเชิญทุกคนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทำบุญพิมพ์หนังสือสวดมนต์ 10,000 เล่ม ซึ่งนอกจากจะได้อานิสงค์ต่างๆแล้ว ทุกเล่มยังมีส่วนทำบุญ 2 ส่วนด้วยคือ
1. ร่วมสร้างอุโบสถกลางน้ำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
2. ร่วมช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ วัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต
เราก็เลยร่วมทำบุญด้วย สั่งพิมพ์หนังสือไป 25 เล่ม ค่าใช้จ่าย 500 บาท (ร่วมสร้างอุโบสถ+วัดพระบาทน้ำพุ 200 บาท) แล้วไม่กี่วันที่ผ่านมาพี่ต้อยก็แจ้งยอดยอดอนุโมทนาบุญ พิมพ์หนังสือสวดมนต์ยอดรวมทั้งหมด 14,110 เล่ม จากเดิมมีส่วนทำบุญ 2 ส่วน ตอนนี้เพิ่มเป็น 3 ส่วน คือ สร้างศาลาปฏิบัติธรรม ที่สาลิกาสิกขาลัย ของแม่ชีศันสนีย์ ด้วย
ตอนนี้ก็ได้หนังสือมาแล้วล่ะ แต่เราไม่รู้จะเอาไปแจกใครมั่ง ก็เลยเก็บไว้เอง 5 เล่ม ที่เหลือก็ฝากให้พี่ต้อยไปจัดการต่อให้ ก็ถามพี่ต้อยว่าหนังสือที่คนอื่นๆฝากให้พี่ต้อยจัดการต่อนี้ จะเอาไปที่ไหนเหรอ พี่ต้อยบอกว่าจะเอาไปไว้ที่วัดระฆังฯบางส่วน แล้วที่เหลือก็จะเอาไปไว้ที่วัดอัมพวัน เราก็รู้สึกคุ้นๆจังเลยวัดนี้ ก็เลยถามรายละเอียดเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับวัดนี้ต่อ พี่ต้อยบอกว่าเป็นวัดที่มีพระอาจารย์จรัญเป็นเจ้าอาวาสไง แล้วก็อยู่ที่ จ.สิงห์บุรี มาถึงตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่าทำไมชื่อวัดนี้คุ้นจังเลย ก็เป็นวัดที่เราเคยไปนั่งสมาธิกับเพื่อนมานี่นา
ตอนนั้นบีเค้ามักจะไปนั่งสมาธิที่วัดบ่อยๆ ก็เลยชวนเราไปด้วย อืม ไปหน่อยก็ดีนะ ก่อนหน้านั้นรู้สึกตัวเองอ่อนไหวง่ายมาก รู้สึกหดหู่อยากร้องไห้ตลอดเลย ฟังเพลงดูหนังก็จะร้องไห้ อะไรจะอินขนาดนั้น ^^ คราวนั้นก็ไปกันสามคน มีบี น้องสาวของบี แล้วก็เราอีกคน ออกเดินทางกันวันศุกร์หลังเลิกงาน ไปแวะพักกินข้าวเย็นกันแถวรังสิต จากนั้นก็เดินทางกันต่อ วันนั้นฝกตกหนักมาก ทางที่ไปสิงห์บุรี รถก็ติดยาวเลย ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นมีอุบัติเหต์หรือต้นไม้โค่นขวางถนนนี่แหล่ะ มันนานแล้ว จำไม่ได้อ่ะ บีก็จะโทรถามข่าวกับตำรวจทางหลวงเป็นระยะๆ เพราะทางวัดจะปิดรับคนที่มาทำสมาธิประมาณสามทุ่มมั้ง ก็ค่อนข้างกังวลกันกลัวจะไปไม่ทัน กว่าพวกเราจะหลุดออกมาได้แล้วเดินทางไปถึงวัด ตอนนั้นก็เกือบๆเที่ยงคืนมั้ง ไปถึงวัดฝนก็ยังตกพรำๆอยู่เลย ผู้คนก็นั่งทำสมาธิกันอยู่ พวกเราก็ต้องค่อยๆเดินเข้าไป บีกับน้องสาวก็เดินนำเลยเพราะเคยมากันกับแม่ แล้วก็กรอกรายละเอียดของแต่ละคน จากนั้นแม่ชีก็หาชุดขาวมาเปลี่ยนให้เรา บีกับน้องสาวมีชุดขาวเตรียมมาเองอยู่แล้ว เพราะไปทำสมาธิที่วัดต่างๆกันบ่อย ก็เลยมีชุดเตรียมพร้อม
เนื่องจากเราเป็นผู้ชาย แม่ชีก็เลยให้ไปพักที่ห้องส่วนตัวคนเดียว ส่วนคนอื่นเป็นผู้หญิงก็จะให้ไปนอนรวมๆกันกับคนอื่น อยู่นู่นก็จะมีสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ เดินจงกรม โดยมีเหล่าแม่ชีเป็นผู้ดูแล คนที่ไปปฏิธรรม ก็มีกันทุกเพศทุกวัยเลย แล้วตอนนั้นเราไว้ผมยาว เดินผมพริ้วยาวสลวยมาแต่ไกลเลย แม่ชีก็ทักว่า "เอายางรัดผมมั๊ยลูก" "ครับ ก็ดีครับ ^^"
ไปถึงนู่นช่วงดึกๆวันศุกร์ แล้วก็เก็บของกลับเช้าวันอาทิตย์หลังจากกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ไปอยู่นู่นเรารู้สึกว่าเราสงบขึ้นนะ ก่อนกลับแม่ชีก็ขอไว้ว่า กลับบ้านแล้วอย่าลืมหาเวลาเดินจงกรม หรือทำสมาธิด้วยนะ อืม ทุกวันนี้เราก็ยังทำนะ แต่ทำเฉพาะนั่งสมาธิ แล้วก็ทำเฉพาะเสาร์อาทิตย์อ่ะ เมื่อก่อนนั่งได้เป็นชั่วโมงเลย ช่วงที่งานยุ่งๆเราก็ละเลยไป แล้วกลับมาเริ่มนั่งใหม่ เดี๋ยวนี้ได้ประมาณสิบนาทีมั้ง แหะ แหะ กำลังพยายามอยู่
ตอนไปอยู่วัดเราก็บริจาคช่วยค่าน้ำค่าไฟค่าซักเสื้อผ้าไปนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้เตรียมตังค์ไปเยอะอ่ะ ตอนนี้หนังสือที่เราทำบุญก็จะเอาไปไว้ที่วัดอัมพวัน ก็ถือว่าเราได้ทำบุญกะที่วัดอีกครั้งเนอะ ดีจังเลย ^^
Sunday,Jul 27 2008, 11:09:24 AMOne Litre of Tears ... น้ำต...
วันนี้อยู่บ้าน ก็เลยนั่งดูหนังอ่ะ เรื่อง one litre of tears จะพูดว่าหนังก็คงไม่ถูก จริงๆมันเป็นละครซีรี่ย์ของญี่ปุ่นอ่ะ แต่เวอร์ชันที่เราดูเป็นแบบตัดต่อเพื่อที่จะ write ลงแผ่น DVD หนึ่งแผ่นได้พอดี ความรู้สึกที่ได้จากการดูเรืองนี้คือ บีบหัวใจมาก ร้องไห้แทบทั้งเรื่องอ่ะ กะ หัวใจพองโต เพราะมีหลายๆฉาก หลายๆคำพูดที่มันซึ้งกันใจนะ กว่าจะดูจบได้ก็แย่เหมือนกัน ต้อง pause ไว้ก่อน แล้วกลับมาดูอีกทีจนจบ ก็สมกะชื่อเรื่องนะ ดูเรื่องนี้แล้วน้ำตาไหลเป็นลิตรเลยมั้งเนี่ย ขนาดดูจากแผ่นตัดต่อก็แทบแย่ ถ้าได้ดูแบบเต็มๆ 11 แผ่นเราคงแย่แน่เลย
ตัวอย่างหนัง
MV
MV
เห็นว่าตอนนี้จะมีสร้างภาคสองออกมาด้วย จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
ข้อมูลเพิ่มเติมเกียวกับหนังเรื่องนี้
ที่มา : http://pugchato.wordpress.com/2007/02/10/1-litre-of-tears/
“กว่าที่ฉันจะยิ้มได้อย่างนี้ ฉันเสียน้ำตามาไม่น้อยกว่า 1 ลิตร”
เป็นประโยคที่มาของชื่อ series จากญี่ปุ่น “1 litre of tears” ที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าเข้าฉายตามฟรีทีวีเมืองไทยหรือไม่ ส่วนผมหาโหลดจาก bit เอา
1 litre of tears เป็นละครที่ดันแปลงมาจากหนังสือขายดีในชื่อเดียวกัน โดยขายในญี่ปุ่นได้ถึง 1.8 ล้านเล่ม หนังสือเล่มนี้เป็นไดอารี่ ที่บันทึกโดย อายะ เด็กสาวที่ป่วยเป็นโรค Spinocerebellar degeneration หรือ โรคสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวเสื่อม ซึี่งจะทำให้ร่างกายค่อยๆสูญเสียการควบคุมไปทีละอย่าง โดยสมองส่วนรับรู้ยังทำงานได้ปกติ นั่นก็คือร่างกายจะค่อยๆเป็นอัมพาต แต่สมองก็รับรู้ได้ปกติตลอด เป็นโรคที่สุดแสนจะทรมานมาก อายะได้เขียนไดอารี่ของเธอตั้งแต่อายุ 14 ปี ตั้งแต่ยังวิ่งเล่นได้ปกติ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะจับปากกาเขียนได้อีกต่อไป…
ละคร One litre of tears ไ้ด้นำประวัติชีวิตของอายะ ทั้งจากหนังสือ One litre of tears และจากหนังสือเกี่ยวกับอายะ ที่แม่ของเธอเขียนขึ้นมา มาดัดแปลงเป็นบทละครที่สร้างความซาบซึ้งให้กับคนที่ได้ดูทุกคน…
ตอนแรกที่จะเริ่มดูละครเรื่องนี้ คิดไว้ว่าคงเป็นละครที่ค่อนข้างหดหู่ เพราะแค่อ่านเรื่องย่อ ก็อยากร้องไห้แล้ว แถมชื่อเรื่อง ก็ชวนให้น้ำตาตกอีก แต่เมื่อได้ดูจริงๆต้องยอมรับว่าผิดคาด ละครเรืิ่องนี้ไม่ได้หดหู่อย่างที่คิด ออกจะสดใสเสียด้วยซ้ำ
อายะในเรื่อง สวยมาก เปล่งประกายทุกฉากที่เธอแสดง และก็พยายามสวมบทบาทเป็นผู้ป่วยได้ยอดเยี่ยม
ชอบครอบครัวของอายะเช่นกัน แม่ พ่อ อักโกะ ฮิโรกิ และริกะ
ฉากที่ชอบที่สุดในละคร คือฉากที่ อักโกะด่าฮิโรกิที่อายที่มีอายะเป็นพี่
ตอนที่ผมดูละครเรื่องนี้ผมดูที่เดียว 11 แผ่นรวดเลย ดังนั้นเลยซึมซับอารมณ์ได้เต็มที่จริงๆ ยอมรับว่ารู้สึกใจหายเหมือนกัน จากเด็กผู้หญิงที่วิ่งไปวิ่งมา อย่างสดใสในตอนแรก กลับกลายเป็นเดินไม่ได้ พูดแทบไม่ได้ในแผ่นสุดท้าย แต่อายะก็ไม่เคยถอย ดูแล้วมีกำลังใจชีวิตขึ้นอีกเยอะ
ขอนำประโยคเด็ดๆ จากหนังสือ 1 litre of tears ที่บันทึกโดยตัวของอายะเอง
และนำมาใช้ปิดละครในแต่ละตอน มาให้ได้อ่านกัน
“ชีวิตของฉันก็เปรียบเหมือนดอกไม้ที่ยังตูมอยู่ ช่วงเริ่มต้นวัยรุ่นของฉัน อยากใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง”
ตอนที่ 2 อายุ 15 ปี โรคปิศาจที่แฝงมา
“แม่คะ ในใจของหนูมีคุณแม่ที่คอยเชื่อในตัวหนูอยู่ตลอด หลังจากนี้ก็ขอฝากตัวเ้วยนะคะ ขอโทษที่ทำให้ลำบากอยู่เสมอ”
ตอนที่ 3 โรคนี้…ทำไมถึงเลือกฉันนะ?
“โรคนี้ทำไมถึงเลือกฉันนะ ถึงจะบอกว่าก็เพราะโชคชะตา แต่ก็ยังทำใจให้ยอมรับไม่ได้”
ตอนที่ 4 ความโดดเดี่ยวของสองคน
“ฉันอยากสร้างเครื่องย้อนเวลาและกลับไปในอดีต ถ้าไม่ได้เป็นโรคนี้ก็คงจะมีความรักได้ อยากจะคุกเข่าขอร้องให้ใครสักคนมาช่วย ฉันจะทนต่อ…ไม่ไหวแล้ว”
ตอนที่ 5 หนังสือประจำตัวคนพิการ
“จะไม่พูดว่าอยากกลับไปวันนั้นอีกแล้ว จะยอมรับตัวเองตอนนี้และมีชีวิตอยู่ต่อไป”
ตอนที่ 6 สายตาที่เย็นชา
“บางครั้งรู้สึกเหมือนถูกสายตาที่เย็นชาทำร้าย แต่ก็ได้รู้ว่ายังมีสายตาที่อ่อนโยนอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่หนีเด็ดขาด ถ้าเป็นอย่างนั้น สักวันหนึ่งก็คง…”
ตอนที่ 7 ที่อยู่ของฉัน
“ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ฉันก็ยังอยากอยู่ที่นี่ เพราะนี่คือที่ที่ฉันอยู่”
ตอนที่ 8 1 litre of tears
“ถึงจะล้มกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ลุกขึ้นใหม่ได้ ถ้าล้มแล้วมองไปบนท้องฟ้าที่สดใส ฟ้าก็ยังคงกว้างอย่างหาที่สุดมิได้เหมือนเดิม และยังคงยิ้มให้กับเราเสมอ…ฉันยังมีชีวิตอยู่”
ตอนที่ 9 ชีวิตในตอนนี้
“คงไม่ใช้ใช้ชีวิตในอดีต แต่ต้องใช้ชีวิตในตอนนี้เท่าที่จะทำได้ก็พอ”
ตอนที่ 10 Love Letter
“ความเป็นจริงช่างโหดร้ายเหลือเกิน แม้แต่จะฝันก็ยังทำไม่ได้ และเมื่อคิดถึงอนาคต น้ำตาก็จะไหลออกมาอีก”
ตอนสุดท้าย ไปแสนไกล สู่ที่น้ำตาเลือนหาย
“มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ”
ส่งท้ายกันด้วย คำไว้อาลัยให้กับอายะจากคุณแม่ของอายะครับ
“…แต่ว่านะอายะ เป็นเพราะหนูทำให้
มีคนคิดเรื่องมีชีวิตอยู่ได้หลายคน
มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่แบบธรรมดาทุกวัน
และได้รู้สึกถึงความอบอุ่น
ได้รู้ถึงความมีน้ำใจของคนที่อยู่ใกล้ตัวเอง
คนที่เป็นโรคเดียวกันแล้วทรมาน
ก็ได้รู้ว่าไม่ใช่มีแต่ตัวเองคนเดียวเท่านั้น
ที่หนูเสียน้ำตาไปมากมายนั้น
และคำพูดของหนูที่เกิดจากสิ่งนั้น
ได้ส่งไปถึงใจของคนหลายๆคน
อายะ…
อยู่ที่โน่น ไม่ได้ร้องไห้แล้วนะ
แม่น่ะ อยากเห็นลูกตอนที่ยิ้มอีกครั้ง…”
Tuesday,Jul 22 2008, 03:09:14 PMLove story from China
Do you know WHAT LOVE IS ?..................READ BLW STORY
(คุณรู้ไหมครับว่า รักคืออะไร..........เชิญอ่านเรื่องราวด้านล่างเลยครับ)
An incredible love story has come out of China recently and managed to touch the world.
(เรื่องราวความรักอันเหลือเชื่อปรากฏขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ และได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก)
It is a story of a man and an older woman who ran off to live and love each other in peace for over half a century.
(เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งกับหญิงที่มีอายุมากกว่าผู้ซึ่งหลีกหนีความมีชีวิต และรักกันอย่างสงบสุขกว่าครึ่งศตวรรษ)
The
70-year-old Chinese man who hand-carved over 6,000 stairs up a mountain
for his 80-year-old wife has passed away in the cave which has been the
couple's home for the last 50 years.
(ชายอายุ 70 ปี
ผู้ซึ่งสลักหินเป็นบันไดด้วยมือ มากกว่า 6,000 ขั้น
ปีนภูเขาไปหาคู่รักอายุ 80 ปี ซึ่งจากเขาไปแล้ว
เพื่อไปยังถ้ำซึ่งเป็นรังรักของพวกเขามากว่า
50 ปี)
Over 50 years ago, Liu Guojiang a 19 year-old boy, fell in love with a 29 year-old widowed mother named Xu Chaoqin..
(เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว หลิว โกวเจียง ชายหนุ่มวัย 19 ตกหลุมรักแม่หม้ายลูกติดนาม ซู เฉากวิน)
In
a twist worthy of Shakespeare's Romeo and Juliet, friends and relatives
criticized the relationship because of the age difference and the fact
that Xu already had children.
At
that time, it was unacceptable and immoral for a young man to love an
older woman.. To avoid the market gossip and the scorn of their
communities, the couple decided to elope and lived in a cave in
Jiangjin County in Southern ChongQing Municipality.
(ดังนิยายโรมิโอกับจูเลียตอันเลื่องชื่อของเชคเปีย ผองเพื่อนและญาติๆ กล่าวขวัญถือความสัมพันธ์ อันเนื่องจากความต่างของวัย กับความจริงที่ว่า ซู มีลูกแล้ว ในขณะนั้น เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ ที่ชายหนุ่มจะรักกับผู้หญิงที่แก่กว่า เพื่อหลีกหนีพวกปากตลาดและการดูถูกของสังคม ทั้งคู่ตัดสินใจพากันหนีและอาศัยอยู่ในถ้ำที่ เจียงจิน เมืองชนบททางตอนใต้ของเขตปกครองตนเอง ชงควิน)
In
the beginning, life was harsh as hey had nothing, no electricity or
even food. They had to eat grass and roots they found in the mountain,
and Liu made a kerosene lamp that they used to light up their lives.
(ช่วงเริ่มต้น ชีวิตไม่มีอะไร ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอาหาร ทั้งคู่กินหญ้าและพืชหัวที่พบแถวๆ ภูเขา และหลิวก็ได้ประดิษฐ์ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่าง รวมทั้งนำทางชีวิต)
Xu felt that she had tied Liu down and
repeatedly asked him, 'Are you regretful? Liu always replied, 'As long
as we are industrious, life will improve.'
(ซูรู้สึกว่าเข้าผูกมัดหลิว
จำกัดอิสระภาพของหลิว เธอถามคำถามซ้ำๆ กับหลิวว่า “หลิว เธอเสียใจมั้ย”
“ตราบเท่าที่เราขยัน ชีวิตเราจะดีขึ้น”
คือคำตอบที่ออกจากปากของหลิวเสมอเมื่อเจอคำถาม)
In the second year of living in the mountain, Liu began and continued for over 50 years, to hand-carve the steps so that his wife could get down the mountain easily.
(ในปีที่สองของชีวิตบนภูเขา หลิวเริ่มแกะสลักบันได และทำอย่างนั้นต่อเนื่องมากว่า 50 ปี เพื่อที่จะให้คู่ชีวิตของเขาลงจากภูเขาได้โดยง่าย)
Half a century later in 2001, a group of adventurers were exploring the forest and were surprised to find the elderly couple and the over 6,000 hand-carved steps. Liu MingSheng, one of their seven children said, 'My parents loved each other so much, they have lived in seclusion for over 50 years and never been apart a single day. He hand carved more than 6,000 steps over the years for my mother's convenience, although she doesn't go down the mountain that much.'
(ครึ่งศตวรรษต่อมา – ปี 2001 นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งได้ค้นพบป่าและต้องประหลาดใจที่พบคู่รักวัยชรา และบันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้น หลิว หมิงเส็ง หนึ่งในลูกทั้งเจ็ดกล่าวว่า “พ่อ-แม่ของเรารักกันมาก พวกเขาอาศัยอยู่อย่างสันโดษมากว่า 50 ปี และไม่เคยทิ้งกันแม้แต่วันเดียว บันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้นที่มานะทำขึ้นหลายปี เพื่อความสบายของแม่ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ลงจากภูเขาบ่อยเช่นนั้น”)
The couple had lived in peace for over 50 years until last week. Liu, now 72 years, returned from his daily farm work and collapsed. Xu sat and prayed with her husband as he passed away in her arms. So in love with Xu, was Liu, that no one was able to release the grip he had on his wife's hand even after he had passed away.
(คู่รักอาศัยอยู่อย่างสงบมากว่า 50 ปี กระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว หลิว ชายวัย 72 ในวันนี้ กลับจากงานประจำวันที่ไร่จากนั้นก็ทรุดกายลง ซู นั่งและสวดมนต์กับสามี จากนั้น หลิวก็จากไปภายในอ้อมกอดของภรรยา ดังที่เห็นความรักของหลิวที่มีต่อซู ไม่มีใครสามารถแกะมือของเขาออกจากมือภรรยาได้ แม้กระทั่งหลังเขาตาย)
'You
promised me you'll take care of me, you'll always be with me until the
day I died, now you left before me, how am I going to live without
you?'
(คุณสัญญาว่าจะดูแลฉัน คุณจะอยู่กับฉันเสมอจนถึงวันที่ฉันตาย แต่ตอนนี้คุณจากฉันไปก่อน ฉันจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีคุณ)
Xu spent days softly repeating this sentence and touching her husband's black coffin with tears rolling down her cheeks.
(ซูใช้เวลาหลายวัน พูดประโยคซ้ำๆ แผ่วๆ และสัมผัสโลงศพของสามี ด้วยน้ำตานองหน้า)
In 2006, their story became one of the top 10 love stories from China , collected by the Chinese Women Weekly. The local government has decided to preserve the love ladder and the place they lived as a museum, so this love story can live forever.
(ในปี 2006 เรื่องราวของพวกเขา กลายมาเป็นเรื่องรักติดอันดับทอปเท็น ในประเทศจีน ซึ่งรวบรวมโดย Chinese Women Weekly รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจอนุรักษ์ บันไดแห่งความรักและรังรักของพวกเขาเป็นพิพิธภัณฑ์ ยังผล ให้เรื่องราวแห่งความรักนี้มีอยู่ตลอดไป)

